ในทุกวันนี้ส่วนการจับจ่ายซื้อของที่มีราคาสูงหน่อย ก็ต้องอาศัยการผ่อนชำระเป็นส่วนมากเพราะการจะจ่ายสดทีเดียวเป็นก้อนก็ไม่ใช่เรื่องสะดวกสำหรับหลายๆคน กว่าจะรวบรวมเงินได้ก็คงต้องใช้เวลาพอสมควร ดังนั้นก็จำเป็นที่จะต้องมีเครื่องมือที่จะช่วยให้เราสามารถมีเครดิตในการนำเงินมาใช้ชำระค่าสินค้าไปก่อน เครื่องมือที่ว่านี้ก็คือ บัตรกดเงินสด แล้วบัตรกดเงินสดกับการผ่อนสินค้าเกี่ยวข้องกันอย่างไรวันนี้เราจะมาอธิบายขยายความกัน

บัตรกดเงินสดคือ บัตรที่สามารถกดเงินสดจากตู้ ATM ไปใช้ได้ตลอดเวลาตามจำนวนวงเงินที่มีกำหนดไว้ในบัตร ซึ่งบัตรนี้จะใช้กันในยามที่ฉุกเฉินเงินสดขาดมือเป็นหลัก แรกเริ่มเดิมทีบัตรนี้จะใช้กดเงินสดเท่านั้น ไม่สามารถนำมาผ่อนสินค้าได้ถ้าคุณต้องการจะผ่อนสินค้าล่ะก็ในสมัยก่อนคุณก็จะต้องมีบัตรอีก 1 ใบที่จะใช้สำหรับการผ่อนสินค้าโดยตรง

แต่นั่นเป็นรูปแบบเก่าของบัตรกดเงินสด ในทุกวันนี้บัตรกดเงินสด ของหลายๆที่สามารถนำมาผ่อนสินค้าได้แล้ว(ผ่อนสินค้าได้แต่รูดซื้อไม่ได้นะ) จริงๆจะเรียกว่าเป็นบัตรผ่อนสินค้าที่กดเงินสดได้ก็ไม่ผิดนัก เป็นการรวมกันแบบ 2 in 1 คือ กดเงินสดก็ได้ นำไปผ่อนชำระสินค้าก็ได้ โดยวงเงินจะแยกเป็นสองวงเงิน สำหรับกดเงินสดส่วนหนึ่ง และสำหรับผ่อนสินค้าส่วนหนึ่ง

การสมัครบัตรกดเงินสด นั้นมีจุดเด่นอยู่ที่สมัครง่าย อนุมัติเร็ว อีกทั้งยังไม่ต้องมีคนค้ำประกัน สามารถผ่อนชำระคืนเงินได้ในระยะยาว ที่สำคัญแม้เงินเดือนไม่ถึง 15,000 ก็สามารถสมัครได้ (บางทีเงินเดือน 8,000 ก็ทำได้แล้ว) นี่จึงทำให้บัตรประเภทนี้ได้รับความนิยมจากคนทั่วไป เพราะสะดวกในการใช้สอยนอกจากจะมีไว้ใช้กดเงินสดยามฉุกเฉินแล้ว หากต้องการผ่อนสินค้าก็ทำได้โดยไม่ต้องไปวิ่งวุ่นสมัครบัตรผ่อนสินค้าอีกใบ อีกทั้งการผ่อนชำระหากเป็นช่วงโปรโมชั่นดอกเบี้ยอาจจะเป็น 0 % เลยก็ได้

แต่อย่าเพิ่งมองข้ามจุดด้อยไปบัตรกดเงินสดก็มีข้อด้อยทีต้องพึงระวังไว้อยู่เหมือนกันนั่นคือ หากคุณมีการกดเงินสดจากบัตร อัตราดอกเบี้ยในการผ่อนชำระคืนจะสูงทีเดียว จ่ายไปเท่าไหร่ก็รู้สึกว่าเงินต้นไม่ลดลงเลย เพราะดอกเบี้ยสูงนี่เอง

ดังนั้นบัตรกดเงินสดสามารถนำมาผ่อนสินค้าได้ ซึ่งก็อาจตอบโจทย์และเป็นเครื่องมือที่สะดวกมากในการจับจ่ายของหลายๆคน แต่บัตรนี้ก็ไม่ได้เหมาะกับทุกคน เป็นบัตรที่มีไว้ใช้ในยามฉุกเฉินระยะสั้นๆก็น่าจะเหมาะอยู่ แต่จะใช้เป็นหลักในระยะยาวนั้นไม่ควรอย่างยิ่ง สิ่งสำคัญก็คือก่อนจะใช้ก็ควรดูว่าจำเป็นจริงๆหรือไม่ การจะเป็นหนี้ก็ควรเอาที่เรารับผิดชอบได้โดยไม่ต้องมาหนักใจภายหลัง แบบนี้จึงจะเรียกว่าเป็นหนี้อย่างชาญฉลาด