บัตรสินเชื่อเกษตรกร เติมน้ํามัน

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าด้านการเกษตร คนไทยส่านใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร   การทำเกษตรนั้นจำเป็นต้องมีการลงทุนก่อนถึงจะได้ผลผลิต   อาทิเช่น   ต้องซื้อปุ๋ย   ซื้อยาบำรุงรากต้นก่อน ถึงจะได้ผลผลิต   ซึ่งเกษตรกรบางคนไม่มีเงินทุน หรือ เงินไม่พอที่จะทำไร่ทำสวน ทั้งนี้ ภาครัฐและภาคเอกชนได้ร่วมมือกันจัดทำโครงการเพื่อแบ่งเบาภาระทางการเงินให้กับเกษตรกร โครงการนี้มีชื่อว่า บัตรสินเชื่อเกษตรกร

บัตรสินเชื่อเกษตรกรเป็นหนึ่งในโครงการที่จัดทำขึ้นให้เกษตรกรโดยเฉพาะ ผ่านความร่วมระหว่าง ภาครัฐเละภาคเอกชน โดยกระทรวงการคลังได้ทดลองใช้ในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ อุบลราชธานี อยุธยา ลพบุรี และสระบุรี   โครงการนี้ประสบความสำเร็จมากและเป็นที่ยอมรับของคนในชุมชน ในระยะเวลาต่อมาเกษตรกรมีเงินหมุนในการจัดหาปัจจัยทางการผลิตไม่ว่าจะเป็น ค่าปุ๋ย ค่าเมล็ดพันธุ์พืช ทำให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีวัตถุประสงค์เพื่อ เพิ่มสิทธิประโยชน์ และ แบ่งเบาภาระดอกเบี้ยให้แก่เกษตรกร เมื่อเกษตรกรต้องการสินค้าทางการเกษตรก็สามารถที่จะไปซื้อกับร้านที่เข้าร่วมโครงการได้ ซึ่งจะได้รับส่วนลดพิเศษ ดิฉันเชื่อว่าทุกคนต้องใช้เครื่องยนต์ในการทำเกษตรเครื่องยนต์ต้องเติมน้ำมันและน้ำมันหล่อลื่นเป็นประจำ นี้เป็นสิทธิพิเศษสำหรับเกษตรชาวสวน ที่จะได้รับส่วนลดราคาน้ำมัน   คือ นายบุรณิน รัตนสมบัติ   เผยว่า ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธกส.) ได้ร่วมมือกับ   บริษัท ปตท.จำกัด จัดโปรโมชั่นให้กับเกษตรกรที่เป็นสมาชิกกับบัตรสินเชื่อเกษตรกรโดยเกษตรกรที่เป็นสมาชิกจะได้รับส่วนลดเมื่อเติมน้ำมันลิตรละ 50 สตางค์และน้ำมันหล่อลื่นภายในวันที่ 15 กรกฎาคม ถึง 30 พฤษจิกายน   2558   ที่สถานบริการน้ำมัน   ปตท.   มากกว่า 500 แห่ง ที่มีเครื่องรับบัตร   ธกส   ทั่วประเทศ ในปัจจุบันนี้ทางธนาคาร ธกส ได้ให้เกษตรกรมาเพิ่มวงเงินกับทางธนาคารได้ โดยให้แจ้งความต้องการว่าต้องการเพิ่งวงเงินเท่าไหร่ ซึ่งธนาคารให้วงเงินแต่ละบัญชีไม่เกิน 50,000 บาท

ข้อดีของบัตรสินเชื่อเกษตรกร คือ

1. มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ 7 บาท/ ปี

2.มีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย

3.ได้รับส่วนลดในการซื้อปัจจัยทางการผลิตกับร้านที่เข้าร่วมโครงการ 4.มีความยืดหยุ่นเหมือนบัตรเครดิต

ทั้งนี้บัตรสินเชื่อเกษตรไม่ใช่ปัจจัยหลักในการทำเกษตร แต่เป็นทางเลือกหนึ่งที่ให้เกษตรกรได้เลือกขณะที่ไม่มีเงินทุนในการทำเกษตร ซึ่งบัตรสินเชื่อเกษตรกรมีอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพราะเป็นบัตรที่จัดทำขึ้นเพื่อการช่วยเหลือทางการเงินให้แก่เกษตรกร นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นตลอดทั้งปี อย่างเช่นปีนี้ ก็ได้ร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด ให้เกษตรกรได้รับส่วนลดในการเติมน้ำมัน บัตรสินเชื่อเกษตรกรมีข้อดีหลายประการเนื่องจากเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนที่ต้องการให้เกษตรกรยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ผ่อนรถสบาย ๆ vs โปะไฟแนนซ์ แบบไหนดีกว่ากัน

รถยนต์ในปัจจุบันเรียกได้ว่าแทบจะเป็นปัจจัยที่ 5 ของมนุษย์ไปแล้ว จึงไม่แปลกที่ใครๆก็อยากได้รถมาขับ แต่การซื้อเงินสดเป็นเรื่องที่ใหญ่เอาเรื่องทีเดียว ดังนั้นทุกคนจึงเลือกใช้วิธีการ ผ่อนรถ กับไฟแนนซ์กันเป็นส่วนมาก แล้วถ้าหากจู่ๆเราโชคดีได้เงินก้อนขึ้นมาหรือว่าการงานดีขึ้นมีรายได้เพิ่มขึ้นมาก เราอาจจะอยากเคลียร์เรื่องรถให้จบๆไปโดยเร็ว แล้วเราจะเลือกผ่อนรถแบบสบายๆไปเรื่อยๆแบบเดิม หรือว่าทุ่มเงินก้อนโปะไปเลยดี หลายคนอาจจะยังสงสัยว่าแบบไหนจะดีกว่ากัน วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆมาฝาก

ก่อนจะไปถึงเรื่องที่ว่าอะไรดีกว่ากัน เราต้องมาเข้าใจเรื่องการ ผ่อนรถ สักหน่อย เมื่อเราซื้อรถหนึ่งคันเรามีหนี้สินที่ต้องชำระหลักๆก็คือ

1.ราคารถยนต์สุทธิ

2.ภาษี

3.ดอกเบี้ย

ทั้ง 3 สิ่งนี้คือภาระที่เราจะต้องจ่ายในการผ่อนรถ สำหรับอัตราดอกเบี้ยรถยนต์จะเป็นแบบคงที่ ดังนั้น ด้วยเหตุที่มีการคิดดอกเบี้ยนี่เองจึงทำให้ใครหลายๆคนคิดที่จะทุ่มเงินโปะจะได้ไม่ต้องมาเสียดอกเบี้ยในระยะยาว แต่อย่าลืมว่าไฟแนนซ์แต่ละที่จะมีเงื่อนไขที่ไม่เหมือนกัน คุณอาจจะผ่อนมาได้ระยะหนึ่งตามที่กำหนดไว้ แล้วพอดีว่าคุณพอมีกำลังทรัพย์พอที่จะทุ่มโปะให้หมดหนี้ได้ แต่เงื่อนไขของบริษัทไฟแนนซ์ที่อยู่กับคุณนั้นเขาไม่มีนโยบายที่จะลดดอกเบี้ยให้ ก็เท่ากับว่าทุ่มโปะไปก็ต้องเสียดอกเบี้ยอยู่ดี แม้ว่าปัจจุบันจะมีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค บังคับให้มีการลดดอกเบี้ยลงบ้างในกรณีที่เราจะทุ่มโปะเป็นเงินก้อนทีเดียว แต่ดอกเบี้ยก็ลดลงไม่เท่าไหร่ ดังนั้นถ้าจะสรุปง่ายๆก็คือ การทุ่มเงินโปะก็ไม่ค่อยมีประโยชน์ในแง่การลดดอกเบี้ยอะไรนัก

แล้วผ่อนรถแบบสบายๆแบบนี้ไปเรื่อยๆดีกว่าโปะใช่หรือไม่? คำตอบคือใช่ ถ้าคุณไม่ได้ติดภาระที่จะต้องกู้ยืมเงินก้อนอื่นๆ ก็ผ่อนไปเรื่อยๆดีกว่า เพราะว่าเป็นอะไรที่คุณทำแล้วไม่เดือดร้อน เก็บเงินก้อนไว้ทำอย่างอื่นที่จำเป็นจะดีกว่า แต่ถ้าจะพูดกันจริงๆแล้ว การเลือกที่จะผ่อนรถ หากพอมีกำลังควรเลือกผ่อนระยะสั้นๆอย่าผ่อนนาน จ่ายต่อเดือนสูงจริงแต่ก็จะดีกว่าต้องมาผ่อนจ่ายดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ แต่ถ้าคุณมีความคิดว่าคุณจะขอสินเชื่อบ้าน แล้วคุณขอไม่ผ่านเพราะติดเรื่องการผ่อนรถอยู่ แบบนี้ก็แนะนำว่า คุณน่าจะทุ่มโปะให้หมดภาระเรื่องรถเร็วๆ เพราะนี่เป็นเหตุจำเป็น

สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การผ่อนไปเรื่อยๆหรือการโปะ แต่อยู่ที่การวางแผนตอนเริ่มต้นหลังจากตัดสินใจซื้อรถ วางแผนการผ่อนรถตัดสินใจให้ดีว่าคุณจะเป็นหนี้กี่เดือน ถ้าเป็นไปได้ก็ให้สั้นที่สุด และการผ่อนรถ ก็ให้จ่ายให้ตรงเวลา ตามจำนวนไม่ค้างค่างวด ถ้าคุณปฏิบัติตามแผนที่คุณวางไว้ได้ จะผ่อนจนครบสัญญาหรือทุ่มโปะให้หมดก่อนสัญญาคุณก็จะตัดสินใจได้อย่างไม่ยาก เพราะไม่ว่าทางไหนคุณก็จะบริหารจัดการได้หมด

บัตรสินเชื่อเกษตรกรกดเงินสดได้ไหมนะ

ประเทศไทยเราเป็นประเทศแห่งเกษตรกรรม มีประชากรที่ทำการเกษตรในปัจจุบันแม้จะน้อยลงกว่าแต่ก่อนบ้าง แต่ก็ยังคิดเป็นสัดส่วนที่มากอยู่ เกษตรกรอาจจะมีการปรับตัวไปทำอาชีพอื่นตามกระแสเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป แต่เมื่อถึงช่วงฤดูการทำเกษตรก็จะหันมาทำการเกษตรเหมือนเดิม บางคนเมื่อหันไปทำอาชัพอื่นก็อาจจะได้เงินทุนมาลงทุนทำเกษตรต่อบางคนอาจจะแย่หน่อยคิดว่าจะกลับมาทำรอบใหม่แต่ยังมีทุนไม่พอที่จะนำมาลงทุนซื้อปัจจัยการผลิต เช่น เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย สารกำจัดศัตรูพืช รวมถึงเครื่องไม้เครื่องมืออื่นๆทางเกษตร ก็เลือกที่จะใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกร เข้าช่วยในการแก้ปัญหา แล้วบัตรสินเชื่อเกษตรกร เป็นอย่างไรหลายคนอาจยังสงสัยวันนี้เราจะมาชี้แจงแถลงไขกัน

ทางภาครัฐได้มีนโยบายสนับสนุนเงินทุนให้แก่เกษตรกร โดยมอบหมายให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รับหน้าที่นี้ไป ธ.ก.ส. ก็จัดให้มีบริการบัตรสินเชื่อเกษตรกร ขึ้นมาเพื่อให้เกษตรกรได้นำเงินจากบัตรนี้ใช้เป็นทุน ในการนำไปทำกิจกรรมการเกษตรต่างๆ เป็นการเพิ่มสภาพคล่องในการจับจ่ายใช้สอย ดังนั้นถ้าเราจะเรียกง่ายๆบัตรสินเชื่อเกษตรกรก็คือ บัตรเครดิตของเกษตรกรนั่นเอง

แล้วบัตรสินเชื่อเกษตรกรจะนำไปใช้อย่างไร ? อ้อ บัตรนี้ใช้ไม่ยาก เกษตรกรทุกท่านที่มีบัตรสินเชื่อเกษตรกรนี้สามารถนำบัตรนี้ไปรูดซื้อสินค้าทางการเกษตรไม่ต้องจ่ายเงินสด ไม่จำกัดจำนวนครั้งแต่มีการกำหนดวงเงินไว้(ซึ่งวงเงินแต่ละคนจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่รูปแบบการเกษตรที่ทำและกระแสเงินสดที่อยู่ในบัญชี)โดยสามารถนำไปรูดซื้อได้ที่ร้านค้าที่ขึ้นทะเบียนกับธ.ก.ส. ในจังหวัดนั้นๆได้เลย ส่วนร้านที่ไม่ขึ้นทะเบียนกับธ.ก.ส. บัตรนี้หมดสิทธิ์ ซึ่งปัจจุบันนี้บัตรสินเชื่อเกษตรกร ครอบคลุมไปสู่ชาวสวนยาง ชาวไร่อ้อย ชาวไร่มันสำปะหลังแล้วด้วยนะ ไม่ใช่แค่ชาวนาอย่างเดียวแล้ว

ถ้าบอกว่าเป็นเหมือนบัตรเครดิตซึ่งบัตรเครดิตน่ะกดเงินสดได้ด้วยแล้วบัตรสินเชื่อเกษตรกรล่ะกดเงินสดได้ไหม? คำตอบคือ ไม่ได้ แม้ว่าสองสามปีก่อนภาครัฐเริ่มจะมีนโยบายขยายสิทธิประโยชน์เพื่อการจับจ่ายของเกษตรกรโดยจะทำให้บัตรสินเชื่อเกษตรกรสามารถกดเงินสดจากตู้ ATM ได้ แต่สุดท้ายก็ต้องพับโครงการไป เนื่องด้วย ยังพบปัญหาที่เป็นช่องโหว่อยู่คือ การใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ของเกษตรกร อันจะนำมาซึ่งปัญหาการชำระหนี้และกระแสเงินไหลไปสู่วงจรอื่นที่ไม่ใช่การเกษตร เลยกลายเป็นว่ากลับมาใช้รูปแบบเดิมคือรูดซื้อสินค้าการเกษตรได้อย่างเดียว

ดังนั้นจึงสรุปว่าบัตรสินเชื่อเกษตรกรกดเงินสดไม่ได้แต่รูดซื้อสินค้าการเกษตรจากร้านที่ขึ้นทะเบียนกับธ.ก.ส.ได้ เกษตรกรอาจจะมองว่าไม่ค่อยสะดวกนัก ทั้งหมดทั้งมวลนี้ถ้าอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สะดวกสบายขึ้น ชาวเกษตรทั้งหลายจะต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ของบัตรสินเชื่อเกษตรกรไปในทางเดียวกันให้ได้เสียก่อน สร้างวินัยให้แก่ตนเองแล้วความเปลี่ยนที่ดีก็จะเกิดขึ้นตามมา

ถ้าสมัครบัตรกดเงินสดจะนำไปใช้ผ่อนสินค้าได้ไหม

ในทุกวันนี้ส่วนการจับจ่ายซื้อของที่มีราคาสูงหน่อย ก็ต้องอาศัยการผ่อนชำระเป็นส่วนมากเพราะการจะจ่ายสดทีเดียวเป็นก้อนก็ไม่ใช่เรื่องสะดวกสำหรับหลายๆคน กว่าจะรวบรวมเงินได้ก็คงต้องใช้เวลาพอสมควร ดังนั้นก็จำเป็นที่จะต้องมีเครื่องมือที่จะช่วยให้เราสามารถมีเครดิตในการนำเงินมาใช้ชำระค่าสินค้าไปก่อน เครื่องมือที่ว่านี้ก็คือ บัตรกดเงินสด แล้วบัตรกดเงินสดกับการผ่อนสินค้าเกี่ยวข้องกันอย่างไรวันนี้เราจะมาอธิบายขยายความกัน

บัตรกดเงินสดคือ บัตรที่สามารถกดเงินสดจากตู้ ATM ไปใช้ได้ตลอดเวลาตามจำนวนวงเงินที่มีกำหนดไว้ในบัตร ซึ่งบัตรนี้จะใช้กันในยามที่ฉุกเฉินเงินสดขาดมือเป็นหลัก แรกเริ่มเดิมทีบัตรนี้จะใช้กดเงินสดเท่านั้น ไม่สามารถนำมาผ่อนสินค้าได้ถ้าคุณต้องการจะผ่อนสินค้าล่ะก็ในสมัยก่อนคุณก็จะต้องมีบัตรอีก 1 ใบที่จะใช้สำหรับการผ่อนสินค้าโดยตรง

แต่นั่นเป็นรูปแบบเก่าของบัตรกดเงินสด ในทุกวันนี้บัตรกดเงินสด ของหลายๆที่สามารถนำมาผ่อนสินค้าได้แล้ว(ผ่อนสินค้าได้แต่รูดซื้อไม่ได้นะ) จริงๆจะเรียกว่าเป็นบัตรผ่อนสินค้าที่กดเงินสดได้ก็ไม่ผิดนัก เป็นการรวมกันแบบ 2 in 1 คือ กดเงินสดก็ได้ นำไปผ่อนชำระสินค้าก็ได้ โดยวงเงินจะแยกเป็นสองวงเงิน สำหรับกดเงินสดส่วนหนึ่ง และสำหรับผ่อนสินค้าส่วนหนึ่ง

การสมัครบัตรกดเงินสด นั้นมีจุดเด่นอยู่ที่สมัครง่าย อนุมัติเร็ว อีกทั้งยังไม่ต้องมีคนค้ำประกัน สามารถผ่อนชำระคืนเงินได้ในระยะยาว ที่สำคัญแม้เงินเดือนไม่ถึง 15,000 ก็สามารถสมัครได้ (บางทีเงินเดือน 8,000 ก็ทำได้แล้ว) นี่จึงทำให้บัตรประเภทนี้ได้รับความนิยมจากคนทั่วไป เพราะสะดวกในการใช้สอยนอกจากจะมีไว้ใช้กดเงินสดยามฉุกเฉินแล้ว หากต้องการผ่อนสินค้าก็ทำได้โดยไม่ต้องไปวิ่งวุ่นสมัครบัตรผ่อนสินค้าอีกใบ อีกทั้งการผ่อนชำระหากเป็นช่วงโปรโมชั่นดอกเบี้ยอาจจะเป็น 0 % เลยก็ได้

แต่อย่าเพิ่งมองข้ามจุดด้อยไปบัตรกดเงินสดก็มีข้อด้อยทีต้องพึงระวังไว้อยู่เหมือนกันนั่นคือ หากคุณมีการกดเงินสดจากบัตร อัตราดอกเบี้ยในการผ่อนชำระคืนจะสูงทีเดียว จ่ายไปเท่าไหร่ก็รู้สึกว่าเงินต้นไม่ลดลงเลย เพราะดอกเบี้ยสูงนี่เอง

ดังนั้นบัตรกดเงินสดสามารถนำมาผ่อนสินค้าได้ ซึ่งก็อาจตอบโจทย์และเป็นเครื่องมือที่สะดวกมากในการจับจ่ายของหลายๆคน แต่บัตรนี้ก็ไม่ได้เหมาะกับทุกคน เป็นบัตรที่มีไว้ใช้ในยามฉุกเฉินระยะสั้นๆก็น่าจะเหมาะอยู่ แต่จะใช้เป็นหลักในระยะยาวนั้นไม่ควรอย่างยิ่ง สิ่งสำคัญก็คือก่อนจะใช้ก็ควรดูว่าจำเป็นจริงๆหรือไม่ การจะเป็นหนี้ก็ควรเอาที่เรารับผิดชอบได้โดยไม่ต้องมาหนักใจภายหลัง แบบนี้จึงจะเรียกว่าเป็นหนี้อย่างชาญฉลาด

ฝากเงิน ดอกเบี้ย สูง

การฝากเงินถือเป็นการออมอย่างหนึ่งและเป็นสิ่งสำคัญตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ เราทุกคนเกิดมาต้องมีเงินฝากในบัญชี   ธนาคารหลายแห่งพยายามกระตุ้นให้ประชาชนนำเงินไปฝากที่ธนาคาร ซึ่งมีดอกเบี้ยเงินฝากเป็นผลตอบแทนให้กับผู้ที่นำเงินไปฝาก เงินฝาก ดอกเบี้ยสูง

การฝากเงินมีความสำคัญมากเพราะเป็นพื้นฐานทางการเงินที่ทุกคนต้องมี การออมไม่ใช่แค่การนำเงินไปฝากที่ธนาคารเท่านั้นแต่เป็นขั้นแรกที่จะนำเราไปสู่ความมั่นคงในชีวิตในด้านต่างๆ แต่ในปัจจุบันคนส่วนมากไม่มีเงินออมในบัญชีเนื่องจากรายได้น้อยกว่ารายจ่าย   ดังคำที่ว่า มาไว ไปเร็ว หมายถึงการได้เงินแล้วจ่ายออกไปอย่างง่ายดายคงจะเป็นเหตุมาจากการมีหนี้สิน การติดอยู่กับค่านิยมเดิมๆ บางคนพูดว่าเงินจะกินในแต่ละวันยังไม่พอ แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปฝากหละ เพราะเป็นเช่นนี้เราจึงติดกับวงจรการทำงานแล้วมาใช้หนี้   เราควรสร้างนิสัยในการออม คือ ออมก่อนจ่าย อยากให้เปลี่ยนแนวคิดใหม่ การที่เราจะฝากเงินเรื่อยๆแบบไม่มีจุดหมายก็คงดูน่าเบื่อ เราควรสร้างแรงบัลดาลใจและตั้งเป้าหมายให้ชันเจนเพื่อจะได้เงินฝากตามที่ต้องการ   แต่ถ้าฝากไม่ได้จริงๆแนะนำให้ฝากเงินแบบอัตโนมัติให้หักผ่านบัญชีแบบรายเดือน เราควรเริ่มที่จะฝากเงินแต่วันนี้   ควรศึกษาเกี่ยวกับการฝากเงินให้มากขึ้นเพื่อที่จะได้ฝากเงินให้ตรงตามวัตถุประสงค์ ดิฉันจะอธิบายเบื้องต้นของการฝากเงิน การฝากเงินมีหลายรูปแบบมีทั้ง   เงินฝากออมทรัพย์   เงินฝากประจำ   เงินฝากกระแสรายวัน เป็นต้น   ซึ่งแต่ละรูปแบบจะให้ผลตอบแทนที่แตกต่างกันไป เราฝากเงินเราก็อยากได้ดอกเบี้ยสูงขึ้นเรื่อยๆ จะฝากเงินยังไงให้   “เงินฝาก ดอกเบี้ยสูง”     ส่วนมากบัญชีออมทรัพย์จะได้รับดอกเบี้ยประมาณ 1-2% ต่อปี กล่าวถึงดอกเบี้ยหลักๆคือดอกเบี้ยจะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ดอกเบี้ยเชิงเดี่ยวคือดอกเบี้ยไม่รวมกับเงินต้นทำให้เงินต้นในแต่ละปียังคงเท่าเดิม   ดอกเบี้ยทบต้นคือดอกเบี้ยรวมกับเงินต้นในทุกปี   ซึ่งดิฉันขอแนะนำให้นำเงินไปฝากในรูปของดอกเบี้ยทบต้น เพราะเงินต้นจะสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งปล่อยไว้นานเงินสะสมก็จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ   ปัจจัยที่ทำให้ดอกเบี้ยทบต้นมีค่าสูงกว่าดอกเบี้ยเชิงเดี่ยวมี 2   ปัจจัย อัตราผลตอบแทนกับระยะเวลา ข้อดีของการออมเงินผ่านธนาคารมีหลายประการ เช่น 1. มีสภาพคล่องสูง   2.ไม่มีโอกาสที่เงินจะสูญหาย 3. ไม่มีคามเสี่ยง

เมื่อเรามีเงินออมเราก็มีความมั่นคงในชีวิต   เริ่มออมแต่วันนี้ แล้วชีวิตจะสบายในวันหน้า   อยากให้ทุกๆคนหันมาออมเงินให้มากขึ้น เงินฝาก ดอกเบี้ยสูง

ข้อมูลบัตรเครดิตมีความปลอดภัยหรือไม่

บัตรเครดิต เป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ประเภทหนึ่ง ที่ออกโดยบริษัทบัตรเครดิตในเครือของสถาบันการเงินเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งให้วงเงินเครดิตล่วงหน้าแก่ผู้ที่มีชื่อบนบัตรเครดิต เพื่อใช้ชำระค่าสินค้าและบริการตามร้านค้าที่เข้าร่วมให้บริการชำระด้วยบัตรเครดิต

จุดเด่นของบัตรเครดิต คือ สามารถใช้ชำระค่าสินค้าและบริการแทนเงินสด สะดวกในการพกพา สามารถสะสมแต้มแลกเงินสดซื้อของได้ แถมยังมีโปรโมชั่นกระตุ้นยอดการใช้จ่ายออกมาทุกเดือน ใช้ได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้ ทำให้บัตรเครดิตเป็นที่นิยมของทุกคนทั่วทุกมุมโลก และยังเป็นช่องทางในการแสวงหาประโยชน์ ของผู้กระทำผิดกลุ่มหนึ่งด้วยเช่นกัน

การกระทำความผิดในการโจรกรรมข้อมูลบัตรเครดิตมี หลากหลายวิธี เช่น การใช้เครื่อง skimmer คัดลอกข้อมูลบัตร , การทำเว็บออนไลน์ปลอมเพื่อขโมยข้อมูล , การโทรศัพท์แจ้งการค้างชำระหนี้บัตรเครดิตเพื่อหลอกลวงให้บอกข้อมูลบัตรเครดิต , การลักขโมยตัวบัตรเครดิตเพื่อนำไปใช้บริการภายหลัง เป็นต้น ดังนั้น การป้องกันข้อมูลบัตรเครดิตให้มีความปลอดภัย ผู้ใช้บัตรเครดิต ควรยึดหลัก สังเกต / ตรวจสอบ / รอบคอบ / เก็บรักษา เพื่อไม่ให้ข้อมูลบัตรเครดิตต้องตกไปอยู่กับผู้กระทำผิดได้

หลักการ สังเกต / ตรวจสอบ / รอบคอบ / เก็บรักษา มีดังนี้

  1. สังเกต และตรวจเช็ค ร้านค้า ที่จะซื้อสินค้าหรือบริการว่ามีความน่าเชื่อถือ ไว้ใจได้หรือไม่หากต้องชำระด้วยบัตรเครดิต
  2. สังเกตพนักงานผู้รูดบัตรเครดิต และตัวเครื่องรูดบัตรเครดิตว่ามีความผิดปกติหรือไม่
  3. ตรวจสอบบัตรเครดิตก่อนและหลังใช้   ทั้งด้านหน้าบัตร ( เลขบัตร / ชื่อสกุลผู้ถือบัตร) และด้านหลังบัตร ( ลายเซ็นต์) และหากผิดสังเกตจะต้องทักท้วงทันที
  4. ตรวจสอบใบสลิปบัตรเครดิตอย่างละเอียดก่อนเซ็นต์ และเมื่อได้รับใบแจ้งหนี้ควรจะสอบเช็คกับใบสลิปบัตรเครดิตให้รอบคอบก่อน การจ่ายชำระค่าบัตรเครดิต เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง
  5. หากซื้อสินค้าออนไลน์ทางอินเตอร์เน็ตและจำเป็นต้องชำระด้วยบัตรเครดิต จะต้องตรวจสอบเว็บว่ามีความน่าเชื่อถือ ปลอดภัย หรือไม่ เนื่องจากต้องกรอกข้อมูลสำคัญของบัตรเครดิตเพื่อใช้ในการชำระค่าสินค้า ซึ่งถ้าเป็นเว็บปลอมก็จะทำให้ข้อมูลบัตรเครดิต ถูกขโมยไปโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว
  6. เก็บรักษาตัวบัตรเครดิต ไม่บอกเลขบัตรเครดิต และเลข CVV หรือ เลข CVV2 หลังบัตรเครดิตแก่ผู้อื่น
  7. หมั่นตรวจสอบยอดเงินในบัตรเครดิตอย่างสม่ำเสมอ และสมัครใช้บริการแจ้งเตือนการรูดจ่ายชำระค่าสินค้าและบริการ เพื่อสามารถทราบความเคลื่อนไหวของบัญชีใช้จ่ายว่ามีความผิดปกติหรือไม่   หากเกิดความผิดปกติ ผู้ใช้บัตรเครดิตควรแจ้งระงับการใช้บัตรเครดิตทันที พร้อมทั้งเก็บหลักฐานทั้งหมดเพื่อดำเนินการแจ้งความต่อไป

มีปัญหาบริการทางการเงิน หน่วยงานไหนจะช่วยได้

ปัจจุบันนี้เรื่องเกี่ยวกับการเงินเคลื่อนไหวรวดเร็วและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา บริการและผลิตภัณฑ์ทางการเงินมีการพัฒนาก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เรียกได้ว่าแทบทุกคนจะต้องมีการใช้บริการทางการเงินไม่ว่ารูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง อาจจะเป็นการฝากเงิน การขอสินเชื่อ ซื้อประกัน รวมถึงการลงทุนในหลักทรัพย์หรือกองทุนรวม ซึ่งการพัฒนาด้านการเงินไปอย่างไม่หยุดนี้ทำให้ระบบกลไกเกิดความซับซ้อนมากขึ้น จนคนธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้ศึกษาให้ดี ไม่รู้รายละเอียดอย่างลึกซึ้งไปขอใช้บริการและในที่สุดก็เกิดปัญหาบริการทางการเงินตามมาภายหลัง แล้วถ้าเกิดปัญหาบริการทางการเงิน ขึ้นแล้วจะมีหน่วยงานหรือองค์กรใดที่จะสามารถเป็นที่ปรึกษาให้กับคุณได้ วันนี้เราจะขอนำเสนอหนึ่งองค์กรที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาบริการทางการเงินให้กับทุกท่านได้ทราบกัน นั่นคือ ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.)

ศคง.เป็นองค์กรที่จัดตั้งโดย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) วัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง ศคง. ขึ้นมาก็คือต้องคุ้มครองสิทธิของผู้ใช้บริการทางการเงินเพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย หรือเราจะสรุปด้วยภาษาง่ายๆว่า ต้องการเข้ามาแก้ปัญหาบริการทางการเงินของธนาคารและสถาบันการเงิน

เราอาจจะเรียก ศคง.ว่า เพื่อนแท้ทางการเงินของคนไทยก็ไม่น่าจะผิดนัก ที่ผ่านมาศคง.ก็เข้ามาช่วยแก้ปัญหาบริการทางการเงินมากมายหลายกรณี ส่วนใหญ่ก็จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับการเป็นหนี้ของภาคครัวเรือนไทย(หนี้บัตรเครดิต หนี้บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล) ต้องการปรับโครงสร้างหนี้ รวมถึงการไม่เข้าใจในวิธีการคำนวณดอกเบี้ย หรืออาจจะมีกรณีจากบุคคลอื่น เช่น การหลอกลวงให้โอนเงินโดยพวก Call Center มิจฉาชีพ เป็นต้น

นอกจากจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาบริการทางการเงินแล้ว ศคง.ยังทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับคนไทย ด้วยการส่งเสริมให้ความรู้ด้านการเงิน เพื่อให้คนไทยมีวินัยในการใช้จ่ายมากขึ้น และสามารถที่จะเลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมกับตนเองได้อย่างถูกต้องและดีที่สุด คือ เมื่อคุณตัดสินใจว่าจะดำเนินการทางด้านการเงินใดแล้วคุณก็จะต้องสามารถบริหารจัดการได้ทั้งหมด หมายถึงว่าเลือกแล้วไม่เดือดร้อนในภายหลัง รวมไปถึงให้ความรู้เกี่ยวกับเล่ห์เหลี่ยมกลโกงของมิจฉาชีพที่เข้ามามายุ่งเกี่ยวกับระบบการบริการทางการเงินด้วย

ดังนั้นหากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังประสบปัญหาบริการทางการเงินกับธนาคารหรือสถาบันการเงิน ขอให้คุณวางใจลองติดต่อไปที่ ศคง. และขอรับคำปรึกษาดู เชื่อว่าปัญหาบริการทางการเงิน ที่คุณกำลังประสบอยู่จะค่อยๆทุเลาลงไป จะช้าจะเร็วทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของปัญหา ศคง. ช่วยคุณได้ และสิ่งสำคัญก็คือพยายามที่สุดที่จะหาแนวทางในการสร้างทักษะและปรับวินัยในเรื่องเงินๆทองๆของตน จะได้เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้ตนเอง ซึ่งสิ่งนี้คือการป้องกันปัญหาที่ดีที่สุดอันจะช่วยลดความเสี่ยงต่างๆได้มากขึ้นนั่นเอง

บัตรเครดิต กดเงินสด ผ่อนสินค้า

ในกระเป๋าสตางค์คุณมีบัตรเครดิตกี่ใบ แล้วใช้เต็มวงเงินหรือไม่ คุณใช้บัตรเครดิตเท่าที่จำเป็นหรือไม่ บัตรเครดิตที่ใช้อยู่ปัจจุบันมีประโยชน์อย่างไร หากคุณสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน แสดงว่าคุณเริ่มมีการวางแผนในการใช้บัตรเครดิตในเบื้องต้นแล้ว แต่ถ้าหาดว่ายังตอบคำถามไม่ได้ หรือยังไม่มีบัตรเครดิต บทความนี้จะช่วยแนะนำบัตรเครดิต กดเงินสด ผ่อนสินค้าว่าจะใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ในแต่ละเดือน ทุกคนย่อมต้องมีรายจ่ายอยู่เสมอ ทั้งค่าสาธารณูปโภค ค่าเติมน้ำมัน หากมีรถยนต์ ค่าประกัน ค่าอาหาร ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ บางสิ่งจำเป็นต้องจ่ายทุกเดือนอย่างเลี่ยงไม่ได้ แทนที่จะใช้เงินสดจ่าย ก็จ่ายเป็นบัตรเครดิตแทน เมื่อสิ้นเดือนก็ไปชำระให้ตรงเวลาจะได้ไม่เสียดอกเบี้ย แถมยังสามารถเอาแต้มจากบัตรเครดิตไปแลกของรางวัลได้ด้วย รู้อย่างนี้แล้วทำไมบางคนถึงไม่กล้าทำบัตรเครดิต กดเงินสด ผ่อนสินค้าละ เหตุผลคงเพราะคนเหล่านี้อาจกลัวว่าจะใช้จ่ายเกินตัว แต่หากมีวินัยทางการเงินแล้วละก็ บัตรเครดิตจะสร้างประโยชน์ให้กับคุณได้มากมาย

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักบัตรเครดิตแต่ละประเภทกันก่อน ประเภทแรก บัตรเครดิตที่ได้เงินคืนสำหรับค่าใช้จ่ายทุกประเภท (Cash back) บัตรเครดิตประเภทนี้จะได้เงินคืนทุกยอดที่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตตามเงื่อนไขของธนาคาร เช่น ได้รับเงินคืน 2% ทุกยอดการใช้จ่าย เป็นต้น บัตรเครดิต กดเงินสด ผ่อนสินค้าประเภทนี้จะไม่สามารถสะสมแต้มแลกของรางวัลได้

ประเภทที่สอง บัตรเครดิตที่ใช้สะสมแต้มแลกของรางวัล มักเป็นผลิตภัณฑ์ที่แต่ละธนาคารมีให้เลือกมากมาย จนเลือกไม่ถูก ซึ่งบัตรแต่ละชนิดจะมีวงเงินที่แตกต่างกัน เช่น หากเป็นบัตร Platinum จะมีสิทธิพิเศษมากกว่าบัตรแบบ Classic แต่ก็ใช้เงื่อนไขการสมัครมากกว่า เป็นต้น บัตรประเภทนี้ส่วนมากจะกำหนดให้ 25 บาทแลกได้ 1 แต้ม และสามารถเลือกแลกเป็นของรางวัล ที่พัก หรือไมล์สายการบินได้ ยกเว้นบัตรของ TMB ที่ทุก 10 บาท แลกได้ 1 คะแนน และผ่อน 0% นาน 3 เดือนได้ทุกยอดใช้จ่ายที่มากกว่า 1,000 บาท โดยต้องติดต่อไปที่ Call Center

สำหรับบัตรเครดิต กดเงินสด ผ่อนสินค้าจะมีประโยชน์มาก หากมีไว้ในครอบครอง และใช้งานเท่าที่จำเป็น ซึ่งประโยชน์ข้อแรกคือ ในกรณีที่เป็นบัตรประเภทสะสมแต้มสามารถนำแต้มไปแลกของรางวัลได้ ประโยชน์ข้อที่สองสามารถใช้ผ่อนสินค้าบางประเภท 0% ได้เพื่อนำเงินไปหมุนเวียน ประโยชน์ข้อที่สามสามารถกดเงินสดมาใช้เต็มวงเงินได้ในกรณีฉุกเฉิน หรือต้องการลงทุน เป็นต้น และนำให้ลองศึกษาเพราะบางธนาคารจะมีเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามเงื่อนไขโดยศึกษาได้ที่เว็บไซต์ของธนาคาร

ออมเงินด้วยการจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายช่วยคุณได้มากกว่าที่คิด

หลายคนที่มีเงินเดือนเยอะ คนที่ประกอบธุรกิจส่วนตัวหรือแม้กระทั่งนักศึกษาเองที่คิดว่า การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของตัวเองนั้นไม่ได้หวือหวาอะไรมาก แต่ทำไมแต่ละเดือนเงินที่ตัวเองใช้จ่ายอยู่นั้นถึงไม่พอสักที นี่เป็นปัญหาที่คนส่วนใหญ่มักจะพบเจออยู่บ่อย ที่เป็นเช่นนี้เพราะบางครั้งเราไม่ได้จัดสรรปันส่วนค่าใช้จ่ายของเราให้ชัดเจนว่ามีค่าอะไรบ้าง เช่น ในหนึ่งวันเราต้องจ่ายเงินไปกับอะไรบ้าง หลายคนนึกถึงการจดบัญชีรายรับ-รายจ่าย แต่ก็เพียงแค่คิดเพราะไม่รู้ว่าจะทำไปเพื่ออะไร ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่าการจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายช่วยคุณได้มากกว่าที่คิด มีดีอย่างไร

  1. การจดรายรับรายจ่ายแต่ละวันของคุณนั้นจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยคุณในการจัดการกับระบบการเงิน คือในหนึ่งวันคุณจะรู้ได้ทันทีว่าตัวเองต้องจ่ายเงินค่าอะไรไปบ้าง และค่าอะไรที่เป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น ค่ารถไป-กลับที่ทำงาน 40 บาท ค่าอาหารกลางวัน 60 บาท ค่ากาแฟ 40 บาท ค่าขนม 30บาท รวมเป็น 170 บาท ซึ่งจะเห็นทันทีว่าเราจ่ายเงินไปกับอะไรบ้าง
  2. จดบันทึกรายรับ-รายจ่ายช่วยคุณได้มากกว่าที่คิด เป็นการทำความรู้จักกับตัวเองได้ดีอีกวิธีการหนึ่ง ซึ่งโดยปกติเราไม่เคยรู้เลยว่า ในแต่ละวันเราเสียเงินให้กับสิ่งของต่างๆไปเท่าไร เช่น เราเสียเงินไปกับการดื่มกาแฟสดทุกวัน วันละ 40-50 บาท เมื่อนำมารวมๆกันหลายๆวันก็ทำให้มีค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น หรือคนที่สูบบุหรี่ก็จะรู้ได้ทันที่ว่าบุหรี่ที่เราสูบนั้นทั้งเดือนอยู่ที่เท่าไรนั่นเอง เมื่อเห็นเป็นจำนวนเงินก็จะรู้สึกเสียดายขึ้นมาทันที
  3. จดบันทึกรายรับ-รายจ่ายช่วยคุณได้มากกว่าที่คิด เป็นการควบคุมระบบการใช้เงินของคุณให้อยู่ในกรอบได้ เช่น คุณมีเป้าหมายว่า อีก2 ปีต้องการจะมีเงินซื้อรถยนต์หนึ่งคัน คุณจะเริ่มเก็บเงินเดือละเท่าไรก็ว่าไป โดยที่เฉลี่ยออกมาให้มีเงินจ่ายแต่ละวันอยู่ที่ 200 บาท การที่จดรายรับ-รายจ่ายก็จะช่วยให้คุณเห็นว่า เงินที่จ่ายไปในวันนี้ใกล้จะหมดงบแล้วหรือยัง
  4. สำหรับเจ้าของกิจการ การจดบันทึกแบบนี้นั้นจะช่วยให้คุณเองจัดสรรระบบการใช้จ่ายภายในร้านได้เช่น กำไรที่ได้แต่ละวันเท่าไร ต้องหักออกมาเท่าไร ซื้อของเท่าไรเป็นต้น เป็นวิธีการจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายช่วยคุณได้มากกว่าที่คิดเพราะจะทำให้รู้และมีการบริหารเงินที่ดี ลองสังเกตร้านที่ไม่มีการจดบันทึกดูว่า ระบบการเงินของเขานั้นค่อนข้างที่จะสับสนพอสมควร

จะเห็นได้ว่าการจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายช่วยคุณได้มากกว่าที่คิด และจะช่วยให้คุณมีเงินออมเพิ่มมากขึ้น สร้างพื้นฐานในการออมและการใช้จ่ายอย่างมีระบบให้กับตัวคุณ

ออมเงินอย่างไรให้รวย

การออมเงินนั้นมีมากมายหลายวิธีการ บางคนทำได้สำเร็จ บางคนอาจจะได้สักพักหนึ่งแล้วเลิกราไป เพราะด้วยเหตุผลที่ว่ายืมเงินมาใช้ก่อนเดี๋ยวค่อยคืนหรือบางคนคิดว่าเดี๋ยวค่อยออมก็ได้ แต่การออมเงินนั้น ถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่สร้างรากฐานความมั่นคงทางการเงินให้กับเรา เพราะเมื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉินอะไรที่จำเป็นจะต้องใช้เงิน เช่น การเจ็บป่วยกะทันหัน การที่ต้องออกจากงานแบบไม่ทันตั้งตัว เงินพวกนี้ก็สามารถจะมาช่วยเราได้ หรือบางคนต้องการจะมีเงินก้อนหลังจากเกษียณอายุไปแล้ววิธีการออมเงินก็สามารถที่จะช่วยท่านในเรื่องเหล่านนี้ได้และวันนี้เรามีวิธีการออมเงินให้รวยมาบอกเล่ากัน

  1. การออมเงินให้รวยด้วยการฝากเงินฝากประจำปลอดภาษี เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่หลายๆคนนิยมออมเงินกัน จะมีแบบ6 เดือน 9 เดือน ไปจนถึง 2 ปี มาพร้อมด้วยดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่แล้วแต่ธนาคารจะเสนอมาเพื่อเป็นการดึงดูดลูกค้า วิธีการนี้ทุกคนสามารถทำได้ จะมีให้ฝากแบบขั้นต่ำ 1000 ไปจนถึงหลักหมื่นบาท เมื่อครบระยะเวลาที่ธนาคารกำหนดแล้ว ท่านก็จะมีเงินก้อนออกมาใช้จ่ายแล้ว
  2. การออมเงินให้รวยด้วยการซื้อสลากออมทรัพย์ ซึ่งเราจะเห็นได้ตามธนาคารต่างๆ และสลากออมทรัพย์ที่เป็นที่นิยมนั้นคือ สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. และสลากออมทรัพย์ออมสิน การออมเงินประเภทนี้ผู้ที่ออมเงินนั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีเงินเย็น (ผู้ที่มีเงินเก็บและไม่คิดจะนำเอาเงินนั้นมาใช้ในเร็วๆนี้) การซื้อสลากแบบนี้นั้น จะมีบ่งออกเป็น2 ประเภทคือ 3 ปี 5 ปี ซึ่งผู้ซื้อสามารถที่จะเลือกได้ว่าจะซื้อแบบไหน ระหว่านั้นทางธนาคารจะมีผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยมาให้ 3 % และเราสามารถที่จะลุ้นถูกรางวัลได้อีกด้วย ลักษณะจะคล้ายกับล็อตเตอรี่แต่ไม่เสียเงินต้นไปนั่นเอง
  3. การออมเงินให้รวยด้วยการซื้อกองทุน วิธีการนี้จะมีความเสี่ยงตรงที่ราคาซื้อขายกองทุนที่ไม่แน่นอน กองทุนในบ้านเราจะมีให้เลือกมากมายหลายประเภท เช่น กองทุนรวมทั่วไป กองทุนสะสมเลี้ยงชีพ กองทุนปันผล แล้วแต่ว่าชอบแบบไหน การลงด้วยวิธีการนี้ผู้ที่ลงทุนจะต้องศึกษาให้ดีเกี่ยวกับข้อกำหนด และควรที่จะถือหุ้นเอาไว้ในระเวลาที่ยาวเพื่อที่จะได้ผลตอบแทนที่ดี นั่นเอง

การออมเงินให้รวยนั้นยังมีอีกหลากหลายวิธีการ และ3 วิธีการนี้เป็นวิธีการที่คนทั่วไปนิยมใช้เพื่อเป็นออมเงินกัน หากเป็นผู้ที่มีวินัยในการออมสักหน่อย รอระยะเวลาที่ทางธนาคารกำหนดเมื่อถึงเวลาแล้วรับรองว่าผลที่ได้นั้นคุ้มค่าแน่นอน และคุณก็จะรวยจากการออมเงินของตัวเอง